ปลาแฟนซีคาร์ป

เมื่อใหม่หัดเลี้ยง ปลาแฟนซีคาร์ป

ประเทศไทยของเรานั้น ได้เริ่มมีการเลี้ยงปลาแฟนซีซีคาร์ป เมื่อปี พ.ศ. 2493 ซึ่งได้มีการนำเข้ามาจากประเทศญี่ปุ่นนั้นเอง  หลังจากนั้นก็เรียกได้ว่าเป็นกระแสตอบรับที่ดีในบ้านเรามีผู้สั่งปลาแฟนซีคาร์ปกันเข้ามาเลี้ยงในประเทศไทยกันอีกมากมายในราคาที่เรียกได้ว่าสูง เลยทีเดียว

และหลังจากนั้นเอง ได้มีการศึกษาและเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้ในประเทศไทยขึ้นจนประสบความสำเร็จ ทำให้การนำเข้าปลาแฟนซีคาร์ปนั้นมีการลดลง แต่ปลาที่ได้ทำการเพาะพันธุ์ในประเทศไทยของเรานั้นกลับมีคุณภาพที่ดีจนได้รับความนิยมมากและแพร่หลายมาจนปัจจุบัน

หลักการคัดเลือกปลาแฟนซีคาร์ป

ปลาแฟนซีคาร์ป

ควรคัดเลือกปลาแฟนซีคาร์ปนั้น ให้ทำการเลือกจากปลาที่มีสีเดียวกัน หรือต่างกันหากต้องการให้เกิดสายพันธุ์ใหม่ พ่อแม่พันธุ์ของปลาที่ทำการเลือกนั้นจะต้องมีรูปร่างที่ถูกลักษณะ สมบูรณ์และไม่พิการ มีสีที่ดีตามลำตัวรวมไปถึงลวดลายที่เด่นชัด การเลือกสายพันธุ์ของปลานั้นก็สำคัญเพราะว่าสายพันธุ์ที่ดีจะมีโอกาสทำให้ลูกปลาที่เกิดมานั้นดีและสวยงามมากกว่าปลาที่สายพันธุ์ไม่ดี

วิธีเพาะพันธุ์

ปลาแฟนซีคาร์ป

หากเป็นในประเทศญี่ปุ่นนั้นที่นั่นเรียกได้ว่ามีอุณหภูมิที่ค่อนข้างต่ำ (เฉลี่ยอยู่ที่ 18 – 22 องศาฯ) จึงจำเป็นต้องมีการเพิ่มอุณหภูมิเพื่อที่จะได้เป็นการกระตุ้นให้มีการผสมพันธุ์ของปลาและการวางไข่ แต่สำหรับประเทศไทยบ้านเรานั้นเรียกได้ว่ามีอุณหภูมิที่สูงกว่าโดยเฉลี่ยแล้วจะอยู่ที่ประมาณ 25 – 32 องศาฯ เลยไม่มีความจำเป็นจะต้องปรับอุณหภูมิบ่อที่จะใช้ในการผสมพันธุ์ปลาแฟนซีคาร์ปนั้น ควรที่จะเป็นบ่อรูปสี่เหลี่ยม ซึ่งต้องมีเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า 4 ตร.ม. ด้วยกัน จะต้องทำความสะอาด กำจัดศัตรูรวมไปถึงโรคอย่างดีซึ่งในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ให้เลือกใช้อย่างมากมาย น้ำที่ใช้ในการเพาะพันธุ์นั้นควรที่เป็นน้ำที่มีคุณสมบัติที่ดี ไม่ควรที่จะมีสารพิษหรือเคมีใดๆ ที่อาจจะเป็นอันตรายต่อตัวปลารวมไปถึงไข่ของปลา ซึ่งน้ำประปาในบ้านของเรานั้นอาจจะมีปริมาณของคลอรีนที่มากเกินไป ผู้เพาะอาจจะต้องระวังและอาจจะต้องทำการกรองน้ำให้ดีก่อนจะใส่ปลาเพื่อทำการเพาะพันธุ์ ระดับความลึกของบ่อปลานั้นควรที่จะมีความลึกอยู่ที่ราวๆ 50 ถึง 70 ซ.ม. ให้ทำการใช้เชือกฟาง สาหร่าย หรือรากของพันธุ์ไม้น้ำนั้นมาผูกกันให้เป็นแพลอยอยู่ในบ่อปลา เพื่อทำให้ไข่นั้นติดอัตราส่วนที่ดี ของพ่อแม่พันธุ์ ควรที่ใช้ตัวเมีย 1 ตัว และใช้ตัวผู้ 2 – 3 ตัว เพื่อที่จะได้มีการผสมอสุจิของตัวผู้ลงในไข่ได้อย่างทั่วถึง และควรปล่อยพ่อแม่พันธุ์ลงในบ่อในช่วงเวลาเย็น เพื่อที่ปลาจะได้มีการปรับตัวกัน และได้ผสมพันธุ์กันในวันรุ่งขึ้น ไข่ของปลาคาร์ปแฟนซีที่ได้นั้นจะมีประมาณ 7 – 8 หมื่นฟอง

การฟักไข่และอนุบาลลูกปลา

ปลาแฟนซีคาร์ป

ไข่ของปลาจะติดอยู่ที่วัสดุหรือพันธุ์ไม้น้ำ สาหร่ายที่เราจัดไว้ ไข่ปลาจะมีสีเหลืองอ่อน ประมาณ 1.7 มิลลิเมตร ไข่ที่ผสมแล้วจะมีลักษณะโปร่งใสใช้เวลาฟักตัวประมาณ 45 ชั่วโมง ณ อุณหภูมิ 28 – 29 องศาฯ เมื่อฟักเป็นตัวใหม่ๆ ตัวอ่อนจะเกาะติดกับวัสดุในน้ำ ลูกปลาวัยอ่อนจะกินอาหารจะถุงไข่แดง ที่ติดอยู่ที่ตัวปลา เมื่อถุงไข่แดงยุบ (2- 3 วัน) ปลาจะว่ายน้ำและหาอาหารตามธรรมชาติ อาหารในช่วงแรกควรใช้นมผงหรือไข่แดง ต้มสุกบดให้ละเอียดและละลายน้ำให้กินวันละ 4 – 6 ครั้ง จากนั้นค่อยให้ไรแดงจืดเป็นอาหาร ลูกปลาจะเริ่มมีครีบและหาง และครีบหูเมื่ออายุประมาณ 6 วัน เริ่มมีเกล็ดเมื่ออายุ 12 วัน และเจริญเติบโตจนมีรูปร่างและอวัยวะต่างๆ ครบเหมือนปลาทั่วไปเมื่ออายุได้ 15 วัน ซึ่งในระยะนี้ลูปลาจะมีความยาวเฉลี่ย 1.7 เซนติเมตร การคัดเลือกลูกปลา โดยทั่วไปแล้วหลังจากที่ลูกปลามีอายุประมาณ 60 วัน จึงเริ่มมีการคัดลูกปลา โดยคัดแยกปลาที่มีลักษณะดี สีสวยงาม ไม่พิการไปเลี้ยงส่วนปลาที่ไม่ต้องการควรแยกออกเพื่อมิให้ปะปนกัน ปลาที่มีลักษณะดี ในการเพาะพันธุ์ปลา ในแต่ละครั้ง จะได้ลูกปลาที่มีลักษณะเหมือนพ่อแม่ประมาณ 5 – 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ปลาที่สามารถคัดได้ มีคุณภาพดีเยี่ยมอาจไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ หรือไม่ได้เลย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ของพ่อแม่ วิธีการอนุบาล ตลอดจนการดูแลเอาใจใส่ ของผู้เพาะพันธุ์

สายพันธุ์ปลาคาร์ปที่นิยมเลี้ยงและราคาดีที่สุด

ปลาแฟนซีคาร์ป

1.โคฮาคุ (Kohoku)

นักเพาะพันธุ์ปลาคาร์ปแฟนซีหลายคนนั้นพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถ้าจะเริ่มต้นการเพาะพันธุ์นั้น ให้เริ่มโดยสายพันธุ์โคฮาคุ  โคฮาคุนั้นจัดได้ว่าเป็นสายพันธุ์ที่เก่าแก่ รวมถึง เป็นที่นิยมมากที่สุด ลำตัวที่มีสีขาวและแดง และยังมีสายพันธุ์ที่ยิบย่อยโดยจะขึ้นอยู่กับลวดลายสีแดงบนตัวของพวกมันอีกด้วย เช่น นิดัง โคฮาคุ หรือเรียกกันว่า2 ตอน , ชันดังโคฮาคุ  เรียกกันว่า3 ตอน  เป็นต้น

ช่องทางการตลาด

ความแตกต่างของปลานำเข้านั้นก็คือคุณภาพมากกว่า ทั้งอัตราในการเจริญเติบโตของปลา  ความใหญ่ของลำตัวปลา คุณภาพของสีสันที่สดใสของปลา และลวดลายที่แปลกตาของปลา ดึงดูดให้หลายประเทศติดต่อมาที่ฟาร์มในประเทศญี่ปุ่น เพื่อให้เป็นดีลเลอร์นำเข้าปลามาจำหน่ายที่ประเทศไทย โดยใช้ช่องทางออนไลน์ต่างๆ เป็นเครื่องมือในการทำการตลาด แล้วก็ไม่ผิดหวังธุรกิจปลาคาร์ปโตไวขึ้น ได้ผลตอบแทนที่รวดเร็ว โดยเขาจำหน่ายปลาที่นำเข้าให้กับดีลเลอร์อีกทอดหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฟาร์มขนาดกลางและฟาร์มย่อยๆ สำหรับการที่จะนำไปเกร็งกำไรต่อ แต่ในทางกลับกันนั้นก็เป็นการนำเข้าแม่พันธุ์จากประเทศญี่ปุ่นมาทำการเลี้ยงรวมไปถึงการเพาะพันธุ์ที่ฟาร์มด้วย ก่อนที่จะทำการขายในประเทศไทยและส่งออกไปจำหน่ายในประเทศอื่นๆ ซึ่งจะมี 3 ประเทศหลัก คือ ประเทศอินเดีย ประเทศเวียดนาม และประเทศเปรู หากมีการใช้แม่พันธุ์คุณภาพจากแดนปลาดิบแล้วนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องปรับปรุงสายพันธุ์อะไรใหม่เลย อยากได้ลูกอะไร ก็ไขว้ผสมเองได้อย่างง่ายดาย จุดเด่นที่เพาะพันธุ์ออกมาจากแม่พันธุ์ของแดนปลาดิบนั้น คือ โตไวกว่า ตัวใหญ่แข็งแรงสมบูรณ์ สามารถที่จะให้ผลผลิตได้เยอะแต่เปอร์เซ็นต์ ในเรื่องของลวดลายที่สวยงามนั้นจะน้อย หมายถึง ลวดลายที่เป็นมาตรฐานโดยทั่วไป เช่น ลายซิกแซกสีต่างๆ ลายสองตอน(นิด้งโคฮาคุ)ลายสามตอน(ซันดิ้งโคฮาคุ)ปลาไทยจะทำได้ดีกว่าในเรื่องของลวดลาย แต่ในทางกลับกันนั้นจะมีข้อเสียโครงก็คือ สร้างได้ไม่ดีในเรื่องของขนาดลำตัว เติบโตได้ช้ากว่า ราคาของลูกปลาที่นำเข้านั้นจึงสูงกว่าลูกปลาที่เพาะในประเทศไทย